เลือก Co-founder อย่างไรให้ปัง และไม่พังพินาศ

เลือก Co-founder อย่างไรให้ปัง และไม่พังพินาศ

Co-founder

Credit : Tim Samsan Tech (Twitter @CJnDrama)

การเลือก co-founder หรือคนที่จะมาทำธุรกิจด้วยกันมีความสำคัญ ไม่แพ้เลือกคนมาแต่งงานด้วยเลย

เพราะคนคนนี้จะร่วมหัวจมท้าย เป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย

ถ้าเลือกได้ถูกคน ธุรกิจไม่ใช่แค่ไปรอด ไม่พังพินาศ

แต่อาจจะปัง ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย

รวบรวมไว้ จากประสบการณ์ทั้งของตัวเองและคนอื่น

1. เริ่มต้นที่ทัศนคติหลัก ต้องปรับจูนกันก่อน

  • นิสัย Co-founder ที่จะร่วมกัน ต้องคุยกันแบบตรงไปตรงมาได้ แบบไม่ต้องเกรงใจกัน โอเคหรือไม่โอเคตรงไหน พูดได้แบบไม่ต้องคิดมาก

  • ทั้งคู่ต้องมีนิสัยที่สนับสนุนให้แต่ละคนพูดคุยกันอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมาด้วย นิสัยนี้จะสร้าง trust ระหว่างกันได้

  • เปิดใจถึงเป้าหมายในชีวิต เริ่มตั้งแต่ มาทำด้วยกันเพราะอะไร มองเห็นอะไรร่วมกันในสิ่งนี้ อนาคต 5 ปี อยากทำอะไร อยากเป็นยังไง เช่น บางคนอยากเรียนต่อ บางคนอยากแต่งงาน

  • เคยเจอมาแล้ว บริษัทแตก เพราะไปเรียนต่อกันทั้งทีมผู้ก่อตั้ง หรือ 2 ใน 3 แต่งงาน เหลือคนเดียว ทำงานไม่ไหว เรื่องพวกนี้ถ้ารู้กันก่อนล่วงหน้า จะได้มีแผนรับมือ

  • เปิดใจเรื่องภาระการเงิน มีหนี้สิน มีภาระอะไรบ้าง ตามที่สะดวกใจ มีวิธีจัดการยังไง

  • mindset การบริหารการเงินที่ดี จะช่วยลดปัญหาการเป็นหนี้หนักๆ ที่ทำให้ต้องรับทำงานนอกมากมายไปใช้หนี้ หลายครั้งก็กระทบกับงานหลักของ co-founder

  • Contribution หรือความทุ่มเท เป็นสิ่งสำคัญมากๆ บริษัทเริ่มต้นใหม่ ถ้า co-founder ไม่สามารถ commit การทำงานแบบ full time ได้ ก็อาจจะเกิดยากนิดนึง เพราะมันจะกลายเป็น second job company ของทุกคน

2. กรรมการห้ามมวย คนกลาง ผู้ใหญ่ที่เคารพ

  • ถ้าทะเลาะกัน ควรไปปรึกษา ขอความเห็น ขอตัวช่วยการตัดสินใจจากใคร ที่สามารถมองปัญหานี้แบบเป็นกลาง ไม่ bias ได้

3. เอกสารต้องทำให้ชัดเจน

เกี่ยงเรื่องงาน ทำไมอันนี้กูทำ ทำอันนั้นมึงไม่ทำ เป็นเรื่องที่ทะเลาะกันบ่อยสุด

อยากให้เริ่มต้นด้วยการนำกระดาษมานั่งเขียนเหมือนทำการบ้านด้วยกันตามนี้ครับ

  • กระดาษแผ่นที่ 1 : เขียนหน้าที่ ความรับผิดชอบ (Roles & Responsibilities) ของแต่ละคนลงไปให้ชัดๆ

  • กระดาษแผ่นที่ 2 : เขียนจุดอ่อน จุดแข็งของแต่ละคนลงไป เพื่อดูว่าเราสองคน มีดีอะไร และขาดอะไร เหมือน วิเคราะห์ SWOT ตัวเอง

  • กระดาษแผ่นที่ 3 : ให้เขียนค่าใช้จ่ายเริ่มต้นมีอะไรบ้างจะหารกันยังไง ต้องเคลียร์กันช่วงไหน

  • ตอนหารค่าใช้จ่าย มักไม่มีปัญหาเท่าการแบ่งรายได้ กำไร ควรตกลงกันให้ชัดเจนว่าส่วนแบ่งเท่าไหร่ ได้ตอนไหน ยังไง

4. ตกลงวิธีการทำงานร่วมกัน (Way of Works)

กระดาษแผ่นที่ 4

  • เขียน ways of work รูปแบบการทำงาน เช่น เจอหน้ากันอาทิตย์ละกี่วัน คุยออนไลน์กี่วัน คุยได้ช่วงเวลาไหน ตอบช้าตอบเร็ว เที่ยว ทำธุระ แจ้งกันยังไง

  • กำหนดนโยบาย รูปแบบการสื่อสารกัน การสื่อสารให้เข้าใจ สำคัญมาก ควรมีวิธีการคุยหลายๆรูปแบบ สำหรับแต่ละเรื่อง แต่ละสถานการณ์ เช่น การเริ่มต้นเกริ่น ขอความคิดเห็น ดูมุมมอง อาจเริ่มจากคุยกันร้านหมูกะทะ ชาบู แล้วพอจริงจังขึ้น ค่อยคุยร้านกาแฟ หรือสถานที่คุยจริงจังยาวๆ

Steve Jobs กับ Steve Wozniak สองผู้ร่วมก่อตั้ง Apple (Getty Images)

5. ตารางการตัดสินใจ (Decision-making Table)

  • การมีอำนาจตัดสินใจเท่ากัน เหมือนจะดี แต่เป็นเรื่องที่สร้างปัญหามากมาย บริษัทไหนมี CEO 2 คน มักจะมีปัญหา

  • แบ่งเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ตามความถนัดและความเชี่ยวชาญ อย่าให้คนมาตัดสินใจในเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัด ไม่เชี่ยวชาญ เพราะจะทำงานให้งานช้า รอกันไปมา ใช้ความเล็กสร้างความได้เปรียบเรื่องความเร็ว

กระดาษแผ่นที่ 5

  • ให้ทำตารางการตัดสินใจ (Decision-making Table) แล้วเขียนกำหนดลงไปว่าเรื่องไหน ใครเคาะ

  • จะเป็นเพื่อนสนิท เป็นพี่น้อง เป็นแฟน เป็นสามีภรรยา ต้องปฏิบัติตาม ตารางการตัดสินใจนี้ แล้วทุกอย่างจะราบรื่นขึ้นเยอะ

6. การเลิกลา (Break-up)

กระดาษแผ่นที่ 6 สำคัญมาก

  • ถ้าเลิกกัน จะมีเงื่อนไงยังไงบ้าง ในการแบ่ง ทรัพย์สิน ความเป็นเจ้าของของสิ่งที่สร้างร่วมกันมา ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นระหว่างทำด้วยกัน

  • ถ้าเป็นหุ้น จะขายคืน ที่ราคาเท่าไหร่ ราคาพาร์หรือราคาตลาด และใครต้องประเมิณราคา

  • ถ้าตกลงกันไม่ได้ ต้องทำยังไง การห้ามออกไปทำแข่ง มีมั้ย หรือจะทำแบบเดียวกัน ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ทำแบบนี้ได้ ทำแบบนี้ไม่ได้ เขียนลงไปให้ชัดเจน

หลัก 6 ข้อและกระดาษ 6 แผ่นนี้ จะช่วยลดปัญหาจากการทำธุรกิจด้วยกัน และเพิ่มความสบายใจ ความเชื่อถือระหว่างกันให้มากขึ้นด้วย

ในช่วงการจดทะเบียนบริษัท ให้นำกระดาษทั้ง 6 แผ่น ส่งให้ทนายความช่วยแปลเป็นภาษากฏหมายและใช้เป็นเอกสารแนบ เราเรียกเอกสารนี้ว่า 

“Shareholders’ Agreement”

เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ซีรีส์ฮ่องกง เกี่ยวกับการทำธุรกิจร่วมกันของกลุ่มเพื่อนสนิท

อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจเลือก co-founder ได้แล้ว ก็เหมือนตัดสินใจจะลองคบใครเป็นแฟน ก็จะมีช่วงคบหาดูใจ

ถ้าใช่ ก็ไปต่อ

แต่ถ้าไม่ใช่ แยกทางอย่างไรให้เจ็บน้อยสุด

Bill Gates และ Paul Allen สองผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft (Getty Images)

คบหาดูใจ

ก่อนตกลงปลงใจกับใคร ควรใช้เวลาศึกษากันและกัน

ควรลองตั้งโปรเจคต์ แล้วทำงานด้วยกันอย่างน้อย 3-6 เดือน

เพื่อดูเคมี ความเข้ากันได้ เหมือนทดลองอยู่กินกันก่อนแต่งงานจริง

ถ้าใช่ ก็ได้ไปต่อ ถ้าไม่ใช่ จะได้แยกย้าย เดินคนละทาง

การแยกทาง

  • การเลิกรา ย่อมทิ้งบาดแผล ความเจ็บปวด ความโกรธเคือง เรื่องดราม่าต่างๆไว้บ้าง มีน้อยคนที่จากกันด้วยดีได้

  • คุยกันแบบผู้ใหญ่ ให้เกียรติกัน ไม่เอาเรื่องที่มีปัญหาไปเล่าให้คนนอกฟัง ไม่ใส่ร้ายป้ายสีกันให้คนอื่นเข้าใจผิด

  • ความจริงมีอยู่ 2 อย่าง คือ ความจริงของมึง กับ ความจริงของกู เป็น bias ที่คนฟัง จะเข้าข้างคนเล่าเรื่องเสมอเพราะสนิทกว่า แม้ว่าเรื่องนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง และไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด

  • คนที่ professional และมี maturity จะขออนุญาตคนอื่นไม่เล่าเรื่องเหล่านี้ ให้มันจบกันไปที่เราเองดีกว่า

  • วิธีการดูคน ใครที่เม้าเยอะๆ ใส่ไฟคนอื่นเยอะๆ คือคนขาดความเป็น professional และไม่มีความเป็นผู้ใหญ่

ทั้งนี้ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ไปคุยกับกรรมการห้ามมวย

สรุป กระดาษ 6 แผ่น

กระดาษ 6 แผ่นนี้ ทำขึ้นเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในการร่วมกันทำธุรกิจ ในทุกแง่มุมที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้น และสามารถใช้เพื่อแปลงเป็น Shareholders’ Agreement ตอนจดจัดตั้งบริษัทได้ เพื่อความสบายใจของทุกคน

กระดาษแต่ละแผ่น มีเนื้อหาดังนี้

  1. เขียนหน้าที่ ความรับผิดชอบ (Roles & Responsibilities)

  2. จุดอ่อน จุดแข็งของ co-founder แต่ละคน (SWOT)

  3. ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการทำธุรกิจร่วมกัน

  4. รูปแบบการทำงาน (Way of Work) และวิธีการสื่อสารกัน

  5. ตารางการตัดสินใจ (Decision-making Table)

  6. การเลิกลาหรือแยกทางกัน

บทสรุป Co-founder ที่ดี

  • ต้องเป็น หยิน-หยาง ส่งเสริมกันและกันในสิ่งที่ไม่ถนัด

  • ถ้าเลือกคนแบบเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน บริษัทอาจจะไปไหนได้ไม่ไกล เพราะเห็นตรงกันทุกเรื่อง มองทุกเรื่องแบบเดียวกัน ได้คนที่มีจุดอ่อนเรื่องเดียวกัน จุดแข็งเรื่องเดียวกันมา มักจะเกิดปัญหา Blindspot หรือจุดที่มองไม่เห็นอยู่บ่อยครั้ง

  • สุดท้าย เหมือนจะงมงาย แต่เป็นวิธีการที่เจ้าสัวและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มักจะใช้กัน คือ การเช็คดวง อย่างน้อยที่สุด ว่าชงกันมั้ย เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสบายใจอย่างไม่น่าเชื่อครับ ถ้าทุกอย่างดีหมด แต่ดวงชงกัน อาจจะต้องมีอีกคนมาคั่นกลาง เพื่อลดแรงปะทะ อันนี้แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ

Join the conversation

or to participate.